Page 77 - รายงานสำรวจทะเบียนรายชื่อพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับท้องถิ่น จังหวัดปทุมธานี
P. 77

5-13





                  ตามกฎหมายวาดวยการสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาต และออกกฎกระทรวงกำหนด
                                                                              ิ
                  หลักเกณฑการใชประโยชนที่ดนเพื่อมิใหเกิดอันตรายหรือความเสียหายตอทรัพยากรน้ำสาธารณะ หรือ
                                           ิ
                  เพอประโยชนในการอนุรักษหรือพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะใหเปนไปโดยเหมาะสม
                    ื่
                                       ิ
                       3) พระราชบัญญัตปาไม พ.ศ. 2484 มีบทบัญญัติเอื้ออำนวยตอการอนุรักษพื้นที่ชุมน้ำเพื่อยับยัง ้
                  การสูญเสียพื้นที่ชุมน้ำและสงเสริมใหมีพื้นที่ชุมน้ำเพิ่มมากขึ้น เพราะพื้นที่ชุมน้ำเปนแหลงที่มีระบบนิเวศ
                  หลากหลาย ไดมีการจัดตั้งเขตพื้นที่สงวนทางธรรมชาติเพื่อคุมครองพื้นที่ชุมน้ำ ตั้งแตกอนที่จะเขารวม
                  เปนภาคีอนุสัญญาแรมซารแตการกำหนดใหเปนพื้นที่สงวนทางธรรมชาติของประเทศไทยไดกำหนด
                  พื้นที่ดวยเหตุผลที่แตกตางกัน จึงทำใหบริหารจัดการดูแลพื้นที่ชุมน้ำไมประสบความสำเร็จดง
                                                                                                      ั
                  เจตนารมณของการเขารวมเปนสมาชิกตามอนุสัญญาแรมซาร
                                        ิ
                       4) พระราชบัญญัตอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504  กฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงคหลักในการ
                  คุมครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ที่อยูในบริเวณเขตอุทยานแหงชาติดังนั้น พื้นที่ชุมน้ำใดๆ ท ี่
                                                                                             ้
                                             ิ
                  อยูในบริเวณเขตอุทยานแหงชาตจะไดรับการคุมครองภายใตบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนีรวมทั้งชนิด
                  พันธุตางๆ ไมวาจะเปนชนิดพันธุพืชหรือชนิดพันธุสัตวก็ไดรับการคุมครองเชนกัน อยางไรก็ตาม
                  บทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้คอนขางเครงครัด ทำใหการใชประโยชนใดๆ จากพื้นที่ชุมน้ำที่อยูใน
                  บริเวณเขตอุทยานแหงชาติไมสามารถกระทำไดนอกจากการใชประโยชนเพื่อการพักผอนหยอนใจ
                  กิจกรรมนันทนาการหรือการศึกษาวิจัยเทานั้น

                                                                                            ื
                       5) พระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507  กฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงคเพอคุมครองปา
                                                                                            ่
                                                                         ิ
                  สงวนแหงชาติและทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตปาสงวนแหงชาต ดังนั้น พื้นที่ชุมน้ำใดๆ ที่อยูภายใน
                  เขตปาสงวนแหงชาติจะไดรับการคมครองตามบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้แตอยางไรกตาม กฎหมาย
                                               ุ
                                                                                           ็
                                                                            ่
                                                                             ิ
                                                                            ี
                  ฉบับนี้ยังประสบปญหาในเรื่องของการบังคับใชเนื่องจากผูครอบครองทดนหรือใชประโยชนในบริเวณปา
                  สงวนแหงชาติกอนการประกาศเปนเขตปาสงวนแหงชาติยังคงมีสิทธิ์ในการใชประโยชนในที่ดินตอไป
                  อันสงผลใหเกิดการคุกคามพื้นที่ชุมน้ำได
                       6) พระราชบัญญัติสงวนและคุมครองสัตวปา พ.ศ. 2535 กฎหมายฉบับนี้สามารถนำมาใชเปน
                                               
                                                                                                  ี่
                                                                                     ื้
                  เครื่องมือในการจัดการและอนุรักษพื้นที่ชุมน้ำได โดยมีบทบัญญัติในการคุมครองพนที่ชุมน้ำใดๆ ทอยูใน
                                                                                                     ั
                  บริเวณเขตรักษาพันธุสัตวปาและเขตหามลาสัตวปา นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติในการคุมครองชนิดพนธุ 
                  โดยการออกกฎกระทรวงกำหนดบัญชีรายชื่อสัตวปาสงวนและสัตวปาคุมครอง รวมทั้งมีบทบัญญัติใน
                  การอนุวัติการตามอนุสัญญาวาดวยการคาระหวางประเทศซึ่งชนิดสัตวปาและพืชปาที่ใกลสูญพันธุอก
                                                                                                      ี
                  ดวย ถือวาเปนกฎหมายโดยตรงที่มีบทบาทและความสำคัญตอการพิทักษรักษาธรรมชาติประเภท
                  สัตวปา และคุมครองสิ่งแวดลอมอันเปนที่อยูของสัตวปามิใหถูกกระทบกระเทือน ซึ่งหากพิจารณา
                  เปรียบเทียบกับกฎหมายวาดวยปาไมกฎหมายวาดวยอุทยานแหงชาติและกฎหมายวาดวยปาสงวน
                                                                                                 ุ
                                                                                                    ั
                                                                                               ี่
                  แหงชาติตามที่กลาวมาขางตน จะเห็นไดวากฎหมายเหลานี้จะมีมาตรการคุมครองในภาพรวมทมงพิทกษ 
                  รักษา“ปา” “ไม”และ“ของปา” มากกวาการบริหารจัดการดูแลพื้นที่ชุมน้ำในภาพรวม
                       7) พระราชบัญญัติประมง พ.ศ. 2490 แกไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558
                  กฎหมายฉบับนี้ถูกตราขึ้นเพื่อใหเกิดประโยชนกับการประกอบอาชีพประมง โดยการใหความคุมครอง
                  แหลงน้ำที่ใชประกอบอาชีพประมงซึ่งพื้นที่ “ที่จับสัตวน้ำ” นั้นและอยูในความดูแลของกรมประมง มีการ

                  กำหนดใหพื้นที่แหลงน้ำทั้งหมดทั่วประเทศไทย ไมวาจะเปนแหลงน้ำจืด แหลงน้ำกรอยและแหลงน้ำ
   72   73   74   75   76   77   78   79   80   81   82