Page 123 - mangosteen
P. 123
3-51
(Discount Rate) แล้วหาค่าผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยต่อปีด้วยการปรับค่ามูลค่าปัจจุบันของต้นทุน มูลค่า
ผลผลิต (รายได้) และผลตอบแทน โดยการคูณด้วยตัวกอบกู้ทุน (Capital Recovery Factor : CRF)
ที่อัตราดอกเบี้ย (i) เท่ากับร้อยละ 7.00 ต่อปี ค านวณในระยะเวลา 25 ปี นอกจากหลักการหามูลค่า
ปัจจุบัน (NPV) ของต้นทุนและผลตอบแทนแล้วได้ใช้ค่าอัตราส่วนรายได้ต่อต้นทุนทั้งหมด (Benefit
cost ratio : B/C ratio) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่แสดงถึงอัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันเฉลี่ยต่อไร่ต่อปีของ
รายได้กับต้นทุนทั้งหมดตลอดช่วงปีที่ท าการผลิต ค่า B/C สามารถใช้เป็นเกณฑ์วัดประสิทธิภาพการผลิต
(Productivity) และเปรียบเทียบผลได้หรือผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนที่เท่ากันได้ กล่าวคือ
การผลิตที่มีค่า B/C มากกว่า 1 จะแสดงให้เห็นว่าการผลิตนั้นให้ผลตอบแทนมากกว่าค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไป
และย่อมดีกว่าการผลิตหรือการลงทุนที่มีค่า B/C น้อยกว่า 1 จุดคุ้มทุนหรือปีที่คุ้มทุน ใช้บอกระยะเวลา
(จ านวนปี) ที่คืนทุน (Payback Period) โดยเป็นระยะที่ผลตอบแทนสุทธิจากการผลิตมีค่าเท่ากับต้นทุน
ในการผลิตซึ่งจากตารางมูลค่าปัจจุบัน (NPV) ของต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตมังคุดจุดคุ้มทุน
เป็นปีที่ผลตอบแทนสะสมมีค่าเป็นบวกและเมื่อท าการผลิตต่อไปผลตอบแทนที่ได้จะเป็นก าไรสะสม
ในปี ต่อๆ ไป อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return: IRR) ใช้พิจารณาส าหรับการ
ตัดสินใจลงทุนผลิตโดยเปรียบเทียบกับอัตราคิดลด ถ้า IRR มีค่ามากกว่าอัตราคิดลด แสดงว่า การผลิต
นั้นสามารถลงทุนได้ การวิเคราะห์ข้อมูลตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ท าให้ทราบข้อมูลด้านต้นทุนและ
ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจซึ่งมีความส าคัญต่อเกษตรกรในฐานะผู้ประกอบการโดยจะเป็นข้อมูลให้ทราบถึง
สถานะทางเศรษฐกิจที่จะตัดสินใจท าการผลิตหรือด าเนินการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ
สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนและก าหนดเขตการผลิตต่อไป นอกจากนี้ยังใช้เป็นข้อมูล
เปรียบเทียบผลตอบแทนจากการผลิตพืชชนิดอื่นที่ใช้วิธีวิเคราะห์ด้วยหลักการเดียวกัน
การผลิตมังคุด ปีการผลิต 2559 จากการส ารวจการผลิตมังคุดในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก
(จังหวัดจันทบุรี ตราดและระยอง) และในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี
และระนอง) ทุกตัวอย่างที่ส ารวจเป็นมังคุดพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีพันธุ์เดียวในประเทศไทย เกษตรกร
ขายผลผลิตให้พ่อค้าในท้องถิ่นร้อยละ 90.79 (ภาคตะวันออกร้อยละ 86.73 ภาคใต้ร้อยละ 100.00)
ขายให้พ่อค้าต่างจังหวัดร้อยละ 7.19 (ภาคตะวันออกร้อยละ 10.36) ขายให้ผู้บริโภคโดยตรงร้อยละ 1.12
และขายให้พ่อค้าในจังหวัดเดียวกัน ร้อยละ 0.90 (ภาคตะวันออกร้อยละ 1.29) (ตารางที่ 3-6)

