Page 67 - Cost-Benefit Analysis of agricultural waste management methods
P. 67
เศษวัสดุเหลือใชDทางการเกษตรที่เกิดขึ้นนั้น แตIละชนิดมีความยากและความงIายตIอการเก็บรวบรวม
ที่แตกตIางกัน ตามลักษณะการเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกร โดยจะมีวัสดุที่สามารถเก็บรวบรวมไดDงIาย
เนื่องจากอยูIรวมกันเป\นกลุIม ยกตัวอยIางเชIน ชานอDอย เป\นเศษวัสดุเหลือใชDที่สามารถเก็บรวบรวมไดDงIายที่สุด
เพราะจะพบไดDในขั้นตอนของการแปรรูปผลผลิต ซึ่งแตกตIางจากการเก็บรวบรวมใบ และยอดอDอย ที่สIวนใหญI
ถูกทิ้งไวDตามสถานที่ประกอบเกษตรกรรม หรือถูกเผาทำลายทั้งกIอนและหลังขั้นตอนการเก็บเกี่ยว (สำนักงาน
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, 2563)
นอกจากนี้ขDอมูลในปT พ.ศ. 2564 พบวIา การเผาเศษวัสดุเหลือใชDทางการเกษตรสIวนใหญIใน
ประเทศไทยเกิดจากการเผาในการเพาะปลูกขDาวนาปรังมากถึง รDอยละ 57 รองลงมาคือ การเผาในไรIอDอยโรงงาน
รDอยละ 47 การเผาในไรIขDาวโพดเลี้ยงสัตว1 รDอยละ 35 และการเผาในพื้นที่เพาะปลูกขDาวนาปT รDอยละ 29
(Thailand Environment Institute, 2564)
4.2.1 ความหมายของวัสดุทางการเกษตร (Agricultural waste)
คือ ผลผลิตทางการเกษตรที่ไมIเป\นที่ตDองการที่มาจากกิจกรรมทางการเกษตร (Phytomanagement
of Polluted Site, 2019) โดยยังไมIมีการนำไปใชDประโยชน1หรืออาจยังใชDประโยชน1ไดDอยIางไมIเต็ม
ประสิทธิภาพ วัสดุเหลือใชDทางการเกษตรนี้ อาจหมายรวมถึงเศษวัสดุในไรIนา (Crop residues) วัชพืช
(Weeds) เศษใบไมD (leaf litter) ขี้เลื่อย (Sawdust) วัสดุเหลือใชDจากปา (Forest waste) วัสดุเหลือใชDจาก
การปศุสัตว1 (Livestock waste) (Sharma and Garg, 2019)
4.2.2 สถานการณHเศษวัสดุเหลือใช4ทางการเกษตรจากข4าวในประเทศไทย
ขDาวเป\นพืชเศรษฐกิจและอาหารหลักของประเทศไทย มีแหลIงการเพาะปลูกกระจายอยูIทั่วทุกภูมิภาค
และสIงผลตIอเศรษฐกิจการคDาและการสIงออกหลักของประเทศ ขDาวจึงเป\นพืชเศรษฐกิจที่มีพื้นที่ในการ
เพาะปลูกมากที่สุด โดยมีพื้นที่ในการเพาะปลูกไมIต่ำกวIาปTละ 65 ลDานไรI ผลผลิตไมIต่ำกวIา 24 ลDานตันตIอปT
(กองวิจัยและพัฒนาขDาว กรมการคDาขDาว, 2559) ผลที่ตามมา คือ ปริมาณเศษวัสดุเหลือใชDทางการเกษตรจะมี
ปริมาณมากเชIนกัน โดยพื้นที่เพาะปลูกขDาว 1 ไรI โดยเฉลี่ยมีปริมาณเศษวัสดุเหลือใชDจากการเพาะปลูกขDาว
650 กิโลกรัมตIอปT (มูลนิธิเกษตรรักษ1สิ่งแวดลDอม, ม.ป.ป) โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป\นภูมิภาคที่มีพื้นที่ใน
การเพาะปลูกขDาวมากที่สุดในประเทศถึง 40 ลDานไรIและมีผลผลิตมากถึง 13 ลDานตัน โดยประมาณ (สำนักงาน
เศรษฐกิจการเกษตร, 2564) โดยการปลูกขDาวนาปรังนั้นทำใหDเกิดการเผามากที่สุดถึงรDอยละ 57 รองลงมา คือ
การเพาะปลูกขDาวนาปT รDอยละ 29 (Thailand Environment Institute, 2564)
ในปT พ.ศ. 2564 จังหวัดที่มีการเพาะปลูกขDาวทั้งขDาวนาปTและขDาวนาปรัง และมีเศษวัสดุเหลือใชDทาง
1
การเกษตรจากการเพาะปลูกขDาวมากที่สุด 10 อันดับ เมื่อคำนวณตามสูตรของกระทรวงพลังงาน ไดDแกI
จังหวัด อุบลราชธานี นครราชสีมา รDอยเอ็ด สุรินทร1 พิจิตร บุรีรัมย1 ศรีสะเกษ พิษณุโลก นครสวรรค1 และ
กำแพงเพชร ในการคำนวณเศษวัสดุเหลือใชDทางการเกษตรแมDพื้นที่ในการเพาะปลูกมีจำนวนมาก แตIไมIไดD
1 (ปริมาณชีวมวลที่เกิด (ตัน/ปn) = ปริมาณผลผลิต (ตัน/ปn) x สัดสqวนชีวมวลตqอปริมาณผลผลิต (ตันชีวมวล/ตันผลผลิต))
63

