Page 86 - เขตการใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจกล้วยหอม
P. 86
2-72
แข่งขันน้อยในท้องตลาด เช่น ช่วงปลายปีถึงต้นปีถัดไป ซึ่งเป็นช่วงที่มีเทศกาลสําคัญๆ การขายก็จะ
ได้ราคาดี โดยเฉพาะกล้วยหอมคุณภาพจะเป็นที่ต้องการของตลาดมาก สําหรับตลาดต่างประเทศ
กล้วยหอมของไทยเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากมีรสชาติหอมหวาน เปลือกบาง เนื้อไม่เหนียว
โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นนิยมบริโภคกล้วยหอมจากประเทศไทยและสามารถส่งออกไปทั่วตลาด
ในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากไม่มีปัญหาด้านการขนส่ง สําหรับประเทศญี่ปุ่นมีการนําเข้ากล้วยหอมจาก
ประเทศไทยมากกว่า 20 ปี กล้วยหอมที่ส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นเป็นกล้วยหอมทองอินทรีย์ไร้สารเคมี
และสารพิษตกค้างปนเปื้อน การขายไปประเทศญี่ปุ่นตามข้อตกลงผ่านช่องทางระหว่างสหกรณ์ของ 2 ประเทศ
ซึ่งภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan–Thailand Economic Partnership
Agreement: JTEPA) ช่วงปี 2550-2554 ประเทศญี่ปุ่นได้ให้โควตาประเทศไทยส่งกล้วยสดเป็น
ปริมาณ 1,667 ตัน ในปีแรกและเพิ่มขึ้นทุกปีจนถึงปีที่ 5 (ปี 2554) เป็นปริมาณ 8,000 ตัน อัตราภาษี
นําเข้าญี่ปุ่นในโควตาร้อยละ 0 ภาษีนอกโควตาร้อยละ 10-20 (สํานักงานส่งเสริมการค้าระหว่าง
ประเทศ, 2554) ซึ่งประเทศไทยไม่เคยส่งออกกล้วยสดเต็มจํานวนโควตาที่ได้รับ กล่าวคือ ปีแรกปี
2550 ที่ได้รับโควตาจํานวน 1,667 ตัน มีผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ 908.66 ตัน (ร้อยละ 54.50 ของจํานวน
โควตา) ปีที่ 2 โควตา 5,000 ตัน ใช้สิทธิส่งออก 2,327.46 ตัน (ร้อยละ 46.54 ของจํานวนโควตา) และปีที่ 4
โควตา 7,000 ตัน ใช้สิทธิส่งออก 2,411.23 ตัน (ร้อยละ 34.44 ของจํานวนโควตา) เป็นต้น ปัญหาที่ทําให้
การส่งออกกล้วยสดของไทยไปญี่ปุ่นภายใต้ JTEPA มีปริมาณน้อยและไม่เต็มโควตา คือ ผลผลิตที่มี
คุณภาพและได้มาตรฐานมีน้อย ทําให้ไม่เพียงพอกับความต้องการส่งออก ขณะเดียวกันต้องแข่งขัน
กับกล้วยประเทศฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะด้านราคาซึ่งจะถูกกว่ากล้วยสดของไทยมาก (กรุงเทพธุรกิจ,
2553 และกรมการค้าต่างประเทศ, 2553) และจากบทความ อนาคตกล้วยหอมไทยภายใต้เงา AEC
กล่าวไว้ว่า “สถานการณ์ การผลิตกล้วยหอม ณ ขณะนี้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด
ภายในประเทศ โดยผลผลิตส่วนใหญ่บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ส่วนปริมาณการส่งออกยังมีไม่มากนัก
เฉลี่ย 4,000-9,000 ตันต่อปี เท่านั้น แต่ในปีนี้ (ปี 2555) พื้นที่ปลูกกล้วยหอมลดลง เนื่องจากความเสียหาย
จากเหตุการณ์นํ้าท่วมแหล่งปลูกที่สําคัญ (รังสิต) เมื่อปีที่ผ่านมา และพื้นที่ส่วนหนึ่งถูกเปลี่ยนเป็นพืชพลังงาน
อย่างปาล์มนํ้ามัน เป็นต้น” (เคหการเกษตร, 2555)
ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอม จึงควรเร่งปรับปรุงและพัฒนาการผลิตให้ได้ผลผลิตกล้วยที่มี
คุณภาพได้มาตรฐานและตรงความต้องการของตลาด เพื่อการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นและจีนที่เป็น
ตลาดหลักได้ปริมาณมากขึ้น รวมทั้งขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์
อิหร่าน คูเวต บรูไนดารุสซาลาม เยอรมนี และประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เป็นต้น ในการนี้
รัฐบาลต้องเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกล้วยหอมเพื่อการส่งออก
อย่างจริงจัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาให้คําแนะนําการปลูกด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมตาม
เขตการใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจกล้วยหอม สํานักสํารวจดินและวางแผนการใช้ที่ดิน

